UNCLE JO's profileคุยกันเรื่องการศึกษา และ...PhotosBlogListsMore Tools Help

คุยกันเรื่องการศึกษา และการพัฒนาประเทศ

เฉลิมพระเกียรติในหลวงทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา

 
Song of the King - Benny Goodman live
Uploaded by nikornplay

การเสียดินแดนของไทยในอดีตที่ต้องจดจำ

 

UNCLE JO JAIDEE

Occupation
Location
Interests
อาจารย์พิเศษบรรยายระดับบัณฑิตศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน สาขาวิชาการเมืองการปกครอง(ความเสื่อมและพัฒนาทางการเมือง) สาขาวิชาสื่อสารมวลชน(การสร้างสรรค์และการผลิตสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์การสื่อสารแบบบูรณาการ) สาขาวิชาสหวิทยาการการพัฒนาท้องถิ่น(ยุทธศาสตร์การพัฒนา) และสาขาวิชาบริหารธุรกิจ (สื่อสารการตลาด, CSR)
แวะเข้ามาเยี่ยม มาทักทาย และมาคุยกันได้ครับ...อยากคุยเรื่องอะไรก็โพสต์เอาไว้นะครับ
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
ขอขอบคุณ คุณ Suphol คุณภัสสรี และคุณ Sunisa ที่แวะเข้ามาเยี่ยมและฝากความเห็นไว้ และต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้ามาก เพราะตั้งแต่กลางปีมีงานด่วนที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณเดือนครึ่งนับจากวันนี้ จึงทำให้ไม่มีเวลาเข้ามา update ข้อมูลเพิ่มเติมครับ
 
ส่วนคำถามที่คุณ Sunisa ถามไว้ เกี่ยวกับการเดินทางไปหลวงพระบางว่าจะต้องใช้ passport หรือไม่ ตอนที่ลุงโจไปต้องใช้ครับ เพราะเป็นการเดินทางโดยขับรถไปเอง (ต้องใช้ใบขับขี่ international) แต่ทราบมาว่าถ้าไปเป็นคณะโดยบริษัททัวร์ ทางบริษัทจะทำ border pass แบบรวมให้ครับจึงไม่ต้องใช้ passport
Nov. 15
sunisawrote:
สวัสดีค่ะลุงโจเข้ามาอ่านเนื้อหาที่คุณลุงเขียนไว้ได้ความรู้มากค่ะ ดูอัลบั้มรูปแล้วอยากไปเที่ยวหลวงพระบางจังเลย ต้องใช้passportมั้ยค่ะ
July 23
ข้อความมีเนื้อหาสาระดีมากเลยค่ะและก็ชอบมากเลย
 
July 8
Guie K.wrote:
ลุงโจครับ..วันนี้ผมมีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมชมสเปสของลุง ขอชมด้วยใจจริงครับ..ว่าเป็น Space ที่มีคุณค่าจริงๆ เลย ผมจะแวะมาเยี่ยมเป็นขาประจำนะครับ...ใส่แว่น
July 6
ส่วนคำตอบนี้ เป็นคำตอบรวมครับ ทั้ง คุณ oldman2550 หนูแตงโม หนูโจ(อ่างทอง) และหนูจี๋ ต้องขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนและฝากข้อความเอาไว้ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเข้ามา update เลย ซึ่งพูดไปก็เหมือนกับเป็นการแก้ตัวว่างานยุ่งเหลือกำลัง โดยเฉพาะในเรื่องของงานวิจัยนั้น การเก็บข้อมูลมีปัญหามาก และยังเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นการเมืองอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็จะพยายามครับ ยังไงก็ยังพอมีเรื่องราวอื่นๆ ให้ตามไปอ่านกันได้ในรายการ Blog นะครับ  
Mar. 19

เพลงพระราชนิพนธ์

 
October 01

ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อลดงบประมาณของรัฐในการอุดหนุนลงจากเดิม เพราะรัฐมีหน้าที่จัดการบริการสาธารณะ(public service) ให้กับสังคมหลายอย่างและยังต้องพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย ทำให้งบประมาณที่มีจำกัดกระทบกับการจัดการศึกษาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพราะการอุดมศึกษานั้น เป็นระดับการศึกษาที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศบนเวทีเศรษฐกิจโลก (สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา [สกศ.], 2542, หน้า 8) ซึ่งในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ยังมีปัญหาเรื่องการอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาว่าควรมีสัดส่วนระหว่างรัฐกับผู้เรียนที่เหมาะสมอย่างไร ควรใช้กลไกใดเป็นเครื่องมือ เพราะการนำกองทุนเงินให้กู้ยืมสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษามาใช้ทั้งสองกองทุน คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) ยังไม่สามารถพัฒนาระบบการเงินที่เน้นการอุดหนุนผ่านผู้เรียนได้ตามต้องการ รวมทั้งปัญหาคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนก็ยังไม่ดีขึ้นอีกด้วย

 

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2452[1] คือกรอบนโยบายสำคัญที่ใช้ในการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมอยู่ในช่วงเวลานี้ ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูประบบราชการ และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่างๆ ทางด้านการศึกษาของประเทศในทุกระดับและทุกประเภท ซึ่งการปฏิรูปการอุดมศึกษาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏต่อสังคมและสาธารณะหลายประการ เช่น การนำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ การปรับเปลี่ยนระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแบบจำกัดการรับ การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาให้กับสถาบันอุดมศึกษา และการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินอุดมศึกษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนั้นมีจุดมุ่งหมายเฉพาะตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด แต่ผลในการดำเนินการทำให้การปฏิบัติบางอย่างหยุดชะงักและต้องกลับมาทบทวนใหม่ ทำให้การปฏิรูปการอุดมศึกษาต้องล่าช้าออกไป เพราะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติน้อยมาก[2] (สกศ., 2549, หน้า 35)

 

ส่วนการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา มีหัวข้อหลักในการปรับระบบการจัดสรรงบประมาณที่เน้นระบบการเงินด้านอุปทาน (Supply Side Financing) เดิม ให้มาเป็นระบบการจัดสรรงบประมาณที่เน้นทางด้านอุปสงค์ (Demand Side Financing) แทน โดยปรับให้ผู้เรียนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายอุดมศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จึงได้ปรับระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ซึ่งใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในสังคม สนับสนุนการพัฒนาระบบการเงินด้านอุปสงค์ และเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา (พระราชบัญญัติ ว่าด้วย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, 2541) ที่ใช้มาก่อนหน้านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากหัวข้อหลักดังกล่าวนี้เอง ทำให้รัฐบาลนำระบบกองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต(กรอ.) มาใช้แทน กยศ.ในปีการศึกษา 2549 ด้วยการเน้นเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยนำต้นแบบของ Income Contingent Loan หรือ ICL. ซึ่งเป็นระบบการเงินอุดมศึกษาประเทศออสเตรเลีย ตามแนวคิดของ Prof. Bruce Chapman[3] มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย (สกศ., 2547, หน้า ก)

 

การเน้นในเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาด้วยการมุ่งปรับเปลี่ยนการอุดหนุนผ่านทางด้านอุปทานหรือสถานศึกษา (Supply Side Financing) มาอุดหนุนผ่านด้านอุปสงค์หรือตัวผู้เรียน (Demand Side Financing) โดยใช้กองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) นั้น กล่าวกันว่า เป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ ที่สร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรมสำหรับผู้เรียน โดยการเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้เรียนผ่านการทำงานของกลไกตลาด ที่จะนำไปสู่การแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย และแนวคิดนี้จะทำให้การปฏิรูปการเงินอุดมศึกษาทั้งระบบมีการเปลี่ยนแปลงตามไปในทุกส่วน และส่งผลต่อการปฏิรูปการอุดมศึกษาโดยตรง (สกศ., 2547, หน้า ข)

 

การนำกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) มาใช้แทนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาทั้งระบบ ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษาในปี 2549 กู้ยืมเงินค่าเล่าเรียนจากกองทุนดังกล่าวได้เพียงกองทุนเดียว แต่ก็ดำเนินการอยู่ได้เพียงแค่ภาคแรกของปีการศึกษาเท่านั้น เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง ได้ยุติการให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) แล้วกลับมาใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อีกครั้ง โดยรวมลูกหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคตเข้ามาในกองทุนนี้ด้วย (ข่าวสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ที่330 ,2549, ตุลาคม) ทำให้การใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) เป็นเครื่องมือปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาต้องยุติลง พร้อมกับทิ้งประเด็นคำถามที่รัฐต้องตอบให้สังคมและประชาชนได้รู้ว่า โอกาสทางการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

การนำกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ) มาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้คนทั่วไปเห็นและเข้าใจไปได้ว่า โอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของคนไทยมีเพิ่มขึ้น เพราะการให้กู้ยืมนั้นให้สิทธิ์แก่ทุกคน ที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด โดยไม่มีการกำหนดเกณฑ์รายได้ของครอบครัวผู้ที่ต้องการกู้ยืม ซึ่งแตกต่างไปจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จึงทำให้จำนวนผู้กู้มีปริมาณมากโดยไม่ได้แยกแยะว่ามีความจำเป็นในการกู้ยืมจริงหรือไม่ และยังทำให้งบประมาณที่นำมาใช้ในกองทุนมีวงเงินสูงมาก แม้จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า ผู้ที่สามารถชำระค่าเล่าเรียนได้โดยไม่กู้เงินจากกองทุนจะได้รับส่วนลดค่าเล่าเรียนเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องการใช้สิทธิ์กู้ยืม จึงทำให้เหมือนกับว่าโอกาสทางการศึกษาในระดับนี้มีมากขึ้น โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ

 

การดำเนินการดังกล่าวของกองทุน จำนวนผู้กู้จึงพุ่งสูงขึ้นเกือบ 400,000 ราย เมื่อนำลูกหนี้ทั้งหมดมารวมอยู่ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในเวลาต่อมา ปรากฏว่ามาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์กำหนดประมาณ 160,000 รายเท่านั้น ซึ่งลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์ของกองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะสามารถกู้ได้ทั้งเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษา (ค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา) และค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ค่าหอพัก ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าอาหาร) ส่วนที่เหลือจะไม่สามารถกู้เงินค่าเล่าเรียนได้ แต่ถ้าหากได้รับพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นจริงๆ ได้มีการผ่อนผันให้กู้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ (ข่าวสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 181, 2550, พฤษภาคม)

 

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของประเทศล่าช้าไปจากกรอบเวลาที่สภาการศึกษาแห่งชาติกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ ให้ปี 2548 ต้องทำให้ทุกส่วนขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาก้าวไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (The Office of  the National Education Commission [ONEC], 2005) และเมื่อพิจารณาการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา พบว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญหลายประการในมุมมองของการจัดการภาครัฐ (public administration) กับการจัดการการบริการสาธารณะ (public service) ให้แก่ประชาชน รวมทั้งการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยตรง ปัญหาเกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษาที่กล่าวถึงในการศึกษาครั้งนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ การอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การสนับสนุนและส่งเสริมของรัฐต่อสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน และการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกรอบของยุทธศาสตร์การปฏิรูปอุดมศึกษาที่กำหนด แต่กลายเป็นปัญหาทำให้ความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพไม่เป็นไปตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

(ยังมีต่อ)


[1]เป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษา ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

[2]เมื่อสิ้นปี 2548 การปฏิรูปโครงสร้างและระบบบริหารจัดการอุดมศึกษาโดยการนำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งใหม่และที่ปรับ เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเพียง 4 แห่ง จากทั้งหมด 24 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 16.67  ทั้งนี้ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในสังคมอุดมศึกษา จนต้องชะลอการดำเนินการมาจนถึงขณะนี้

 

[3]จาก Australia National University ซึ่งเป็นผู้คิดระบบ Income Contingent Loan ขึ้นมาใช้ในประเทศออสเตรเลียแทนระบบให้เปล่าเป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ.1989 ตรงกับ พ.ศ. 2532 ทำให้ได้รับเลือกเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศออสเตรเลีย 50 คนแรก

September 14

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ

การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และจะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งความสำคัญของการศึกษานี้ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับและให้ปฏิญญาร่วมกันไว้ เป็นปฏิญญาสากล ว่าด้วย สิทธิมนุษยชน(Human Right) โดยการศึกษาเป็นสาระสำคัญในหัวข้อที่ 26 ที่กล่าวถึงสิทธิทางการศึกษา(Right To Education) ไว้ว่า รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้พลเมืองโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน สำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ ให้พิจารณาจัดให้พลเมืองโดยอยู่บนพื้นฐานของของความสามารถ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมกันด้วย
 
การศึกษาของประเทศไทยนั้น รัฐมีความพยายามที่จะจัดการศึกษาให้กับคนไทยตามหลักสิทธิมนุษยชน ดังที่มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องเป็นภาระของผู้ปกครองหรือผู้เรียนอยู่ เพียงแต่แยกยอดค่าใช้จ่ายออกมาเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ จนเกิดเป็นปัญหาเมื่อเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน รัฐที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นการจัดบริการสาธารณะ(Public Service) จึงจำเป็นต้องทบทวนการอุดหนุนในการจัดการศึกษาเสียใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของประเทศ
 
การอุดมศึกษาที่สูงขึ้นไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูยิ่งจะมีปัญหาเกิดขึ้นในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ปี 2542 กล่าวคือหลังจากมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทั้งในเรื่องการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยของรัฐ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแบบจำกัดการรับ หรือที่เรียกว่าระบบแอดมิสชั่น และการเปลี่ยนแปลงการอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาจากการอุดหนุนด้านอุปทาน(Supply Side Financing) แบบเดิม มาเป็นการอุดหนุนทางด้านอุปสงค์(Demand Side Financing) การออกนอกระบบกับการสอบแอดมิสชั่นดูเหมือนจะเป็นปัญหาใกล้ตัวของผู้เรียน ในขณะที่การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาจะเป็นเรื่องที่ไกลออกมาจากการรับรู้ของสังคม สิ่งที่กล่าวถึงนี้ แม้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายเฉพาะของแต่ละการปฏิบัติ เช่น การออกนอกระบบเป็นการปรับปรุงในเรื่องของการบริหาร การสอบแอดมิสชั่นเป็นการปรับปรุงในเรื่องของวิธีการคัดเลือก และการปฏิรูประบบการเงินจะเป็นการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการจัดการด้านงบประมาณ แต่ทั้งหลายทั้งปวงกลับมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน และยังเป็นเรื่องที่คนในสังคมจะต้องรับรู้รับทราบด้วยเป็นอย่างดี เพราะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับคนในสังคมโดยตรง
 
จากที่กล่าวมาข้างต้น คงจะเห็นได้ว่า การรับรู้ปัญหาที่ถูกต้อง ความเข้าใจต่อการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในภาพรวม เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ขึ้นมาใช้ และให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รัฐจึงควรตระหนักว่า การปฏิรูปการศึกษานั้น ประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมและควรต้องมีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการให้ความสำคัญตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางในการคิดเรื่องต่างๆ แล้ว ประชาชนยังเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าและสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย 

แจ้งปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ Blog

เนื่องด้วยผู้จัดทำต้องการเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัย ในเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จึงขอเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ Blog ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน ทั้งนี้บทความคุยกันทุกเรื่อง ทั้งการเมือง สื่อ และสังคม ตลอดจนคุยกันเรื่องบันเทิงยังคงสามารถติดตามได้ต่อไป ตาม URL Link ของ Blog ที่แจ้งไว้ในรายการ Blog หน้าหลักนี้ และที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ การนำเพลงเพราะๆ มาฝากกันไว้ในแต่ละ Blog ด้วยครับ