UNCLE JO's profileคุยกันเรื่องการศึกษา และ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
คุยกันเรื่องการศึกษา และการพัฒนาประเทศ |
||||||||||||||||
แวะเข้ามาเยี่ยม มาทักทาย และมาคุยกันได้ครับ...อยากคุยเรื่องอะไรก็โพสต์เอาไว้นะครับ
|
October 01 ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อลดงบประมาณของรัฐในการอุดหนุนลงจากเดิม เพราะรัฐมีหน้าที่จัดการบริการสาธารณะ(public service) ให้กับสังคมหลายอย่างและยังต้องพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย ทำให้งบประมาณที่มีจำกัดกระทบกับการจัดการศึกษาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพราะการอุดมศึกษานั้น เป็นระดับการศึกษาที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศบนเวทีเศรษฐกิจโลก (สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา [สกศ.], 2542, หน้า 8) ซึ่งในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ยังมีปัญหาเรื่องการอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาว่าควรมีสัดส่วนระหว่างรัฐกับผู้เรียนที่เหมาะสมอย่างไร ควรใช้กลไกใดเป็นเครื่องมือ เพราะการนำกองทุนเงินให้กู้ยืมสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษามาใช้ทั้งสองกองทุน คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) ยังไม่สามารถพัฒนาระบบการเงินที่เน้นการอุดหนุนผ่านผู้เรียนได้ตามต้องการ รวมทั้งปัญหาคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนก็ยังไม่ดีขึ้นอีกด้วย
ที่มาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2452[1] คือกรอบนโยบายสำคัญที่ใช้ในการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมอยู่ในช่วงเวลานี้ ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูประบบราชการ และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่างๆ ทางด้านการศึกษาของประเทศในทุกระดับและทุกประเภท ซึ่งการปฏิรูปการอุดมศึกษาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏต่อสังคมและสาธารณะหลายประการ เช่น การนำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ การปรับเปลี่ยนระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแบบจำกัดการรับ การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาให้กับสถาบันอุดมศึกษา และการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินอุดมศึกษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนั้นมีจุดมุ่งหมายเฉพาะตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด แต่ผลในการดำเนินการทำให้การปฏิบัติบางอย่างหยุดชะงักและต้องกลับมาทบทวนใหม่ ทำให้การปฏิรูปการอุดมศึกษาต้องล่าช้าออกไป เพราะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติน้อยมาก[2] (สกศ., 2549, หน้า 35)
ส่วนการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา มีหัวข้อหลักในการปรับระบบการจัดสรรงบประมาณที่เน้นระบบการเงินด้านอุปทาน (Supply Side Financing) เดิม ให้มาเป็นระบบการจัดสรรงบประมาณที่เน้นทางด้านอุปสงค์ (Demand Side Financing) แทน โดยปรับให้ผู้เรียนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายอุดมศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จึงได้ปรับระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ซึ่งใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในสังคม สนับสนุนการพัฒนาระบบการเงินด้านอุปสงค์ และเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา (“พระราชบัญญัติ ว่าด้วย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา”, 2541) ที่ใช้มาก่อนหน้านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากหัวข้อหลักดังกล่าวนี้เอง ทำให้รัฐบาลนำระบบกองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต(กรอ.) มาใช้แทน กยศ.ในปีการศึกษา 2549 ด้วยการเน้นเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยนำต้นแบบของ Income Contingent Loan หรือ ICL. ซึ่งเป็นระบบการเงินอุดมศึกษาประเทศออสเตรเลีย ตามแนวคิดของ Prof. Bruce Chapman[3] มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย (สกศ., 2547, หน้า ก)
การเน้นในเรื่องความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาด้วยการมุ่งปรับเปลี่ยนการอุดหนุนผ่านทางด้านอุปทานหรือสถานศึกษา (Supply Side Financing) มาอุดหนุนผ่านด้านอุปสงค์หรือตัวผู้เรียน (Demand Side Financing) โดยใช้กองทุนเงินให้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) นั้น กล่าวกันว่า เป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ ที่สร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรมสำหรับผู้เรียน โดยการเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้เรียนผ่านการทำงานของกลไกตลาด ที่จะนำไปสู่การแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย และแนวคิดนี้จะทำให้การปฏิรูปการเงินอุดมศึกษาทั้งระบบมีการเปลี่ยนแปลงตามไปในทุกส่วน และส่งผลต่อการปฏิรูปการอุดมศึกษาโดยตรง (สกศ., 2547, หน้า ข)
การนำกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) มาใช้แทนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาทั้งระบบ ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษาในปี 2549 กู้ยืมเงินค่าเล่าเรียนจากกองทุนดังกล่าวได้เพียงกองทุนเดียว แต่ก็ดำเนินการอยู่ได้เพียงแค่ภาคแรกของปีการศึกษาเท่านั้น เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง ได้ยุติการให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) แล้วกลับมาใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อีกครั้ง โดยรวมลูกหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคตเข้ามาในกองทุนนี้ด้วย (ข่าวสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ที่330 ,2549, ตุลาคม) ทำให้การใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ.) เป็นเครื่องมือปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาต้องยุติลง พร้อมกับทิ้งประเด็นคำถามที่รัฐต้องตอบให้สังคมและประชาชนได้รู้ว่า โอกาสทางการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
การนำกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้อนาคต (กรอ) มาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้คนทั่วไปเห็นและเข้าใจไปได้ว่า โอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของคนไทยมีเพิ่มขึ้น เพราะการให้กู้ยืมนั้นให้สิทธิ์แก่ทุกคน ที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด โดยไม่มีการกำหนดเกณฑ์รายได้ของครอบครัวผู้ที่ต้องการกู้ยืม ซึ่งแตกต่างไปจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จึงทำให้จำนวนผู้กู้มีปริมาณมากโดยไม่ได้แยกแยะว่ามีความจำเป็นในการกู้ยืมจริงหรือไม่ และยังทำให้งบประมาณที่นำมาใช้ในกองทุนมีวงเงินสูงมาก แม้จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า ผู้ที่สามารถชำระค่าเล่าเรียนได้โดยไม่กู้เงินจากกองทุนจะได้รับส่วนลดค่าเล่าเรียนเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องการใช้สิทธิ์กู้ยืม จึงทำให้เหมือนกับว่าโอกาสทางการศึกษาในระดับนี้มีมากขึ้น โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ
การดำเนินการดังกล่าวของกองทุน จำนวนผู้กู้จึงพุ่งสูงขึ้นเกือบ 400,000 ราย เมื่อนำลูกหนี้ทั้งหมดมารวมอยู่ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในเวลาต่อมา ปรากฏว่ามาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์กำหนดประมาณ 160,000 รายเท่านั้น ซึ่งลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์ของกองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะสามารถกู้ได้ทั้งเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษา (ค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา) และค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ค่าหอพัก ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าอาหาร) ส่วนที่เหลือจะไม่สามารถกู้เงินค่าเล่าเรียนได้ แต่ถ้าหากได้รับพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นจริงๆ ได้มีการผ่อนผันให้กู้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ (ข่าวสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 181, 2550, พฤษภาคม)
จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของประเทศล่าช้าไปจากกรอบเวลาที่สภาการศึกษาแห่งชาติกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ ให้ปี 2548 ต้องทำให้ทุกส่วนขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาก้าวไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (The Office of the National Education Commission [ONEC], 2005) และเมื่อพิจารณาการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา พบว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญหลายประการในมุมมองของการจัดการภาครัฐ (public administration) กับการจัดการการบริการสาธารณะ (public service) ให้แก่ประชาชน รวมทั้งการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยตรง ปัญหาเกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษาที่กล่าวถึงในการศึกษาครั้งนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ การอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การสนับสนุนและส่งเสริมของรัฐต่อสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน และการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกรอบของยุทธศาสตร์การปฏิรูปอุดมศึกษาที่กำหนด แต่กลายเป็นปัญหาทำให้ความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพไม่เป็นไปตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ (ยังมีต่อ)
[1]เป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษา ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
[2]เมื่อสิ้นปี 2548 การปฏิรูปโครงสร้างและระบบบริหารจัดการอุดมศึกษาโดยการนำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งใหม่และที่ปรับ เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเพียง 4 แห่ง จากทั้งหมด 24 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 16.67 ทั้งนี้ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในสังคมอุดมศึกษา จนต้องชะลอการดำเนินการมาจนถึงขณะนี้
[3]จาก Australia National University ซึ่งเป็นผู้คิดระบบ Income Contingent Loan ขึ้นมาใช้ในประเทศออสเตรเลียแทนระบบให้เปล่าเป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ.1989 ตรงกับ พ.ศ. 2532 ทำให้ได้รับเลือกเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศออสเตรเลีย 50 คนแรก September 14 การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และจะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งความสำคัญของการศึกษานี้ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับและให้ปฏิญญาร่วมกันไว้ เป็นปฏิญญาสากล ว่าด้วย สิทธิมนุษยชน(Human Right) โดยการศึกษาเป็นสาระสำคัญในหัวข้อที่ 26 ที่กล่าวถึงสิทธิทางการศึกษา(Right To Education) ไว้ว่า รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้พลเมืองโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน สำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ ให้พิจารณาจัดให้พลเมืองโดยอยู่บนพื้นฐานของของความสามารถ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมกันด้วย
การศึกษาของประเทศไทยนั้น รัฐมีความพยายามที่จะจัดการศึกษาให้กับคนไทยตามหลักสิทธิมนุษยชน ดังที่มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องเป็นภาระของผู้ปกครองหรือผู้เรียนอยู่ เพียงแต่แยกยอดค่าใช้จ่ายออกมาเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ จนเกิดเป็นปัญหาเมื่อเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน รัฐที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นการจัดบริการสาธารณะ(Public Service) จึงจำเป็นต้องทบทวนการอุดหนุนในการจัดการศึกษาเสียใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของประเทศ
การอุดมศึกษาที่สูงขึ้นไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูยิ่งจะมีปัญหาเกิดขึ้นในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ปี 2542 กล่าวคือหลังจากมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทั้งในเรื่องการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยของรัฐ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแบบจำกัดการรับ หรือที่เรียกว่าระบบแอดมิสชั่น และการเปลี่ยนแปลงการอุดหนุนของรัฐในการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาจากการอุดหนุนด้านอุปทาน(Supply Side Financing) แบบเดิม มาเป็นการอุดหนุนทางด้านอุปสงค์(Demand Side Financing) การออกนอกระบบกับการสอบแอดมิสชั่นดูเหมือนจะเป็นปัญหาใกล้ตัวของผู้เรียน ในขณะที่การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาจะเป็นเรื่องที่ไกลออกมาจากการรับรู้ของสังคม สิ่งที่กล่าวถึงนี้ แม้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายเฉพาะของแต่ละการปฏิบัติ เช่น การออกนอกระบบเป็นการปรับปรุงในเรื่องของการบริหาร การสอบแอดมิสชั่นเป็นการปรับปรุงในเรื่องของวิธีการคัดเลือก และการปฏิรูประบบการเงินจะเป็นการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการจัดการด้านงบประมาณ แต่ทั้งหลายทั้งปวงกลับมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน และยังเป็นเรื่องที่คนในสังคมจะต้องรับรู้รับทราบด้วยเป็นอย่างดี เพราะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับคนในสังคมโดยตรง
จากที่กล่าวมาข้างต้น คงจะเห็นได้ว่า การรับรู้ปัญหาที่ถูกต้อง ความเข้าใจต่อการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในภาพรวม เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ขึ้นมาใช้ และให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รัฐจึงควรตระหนักว่า การปฏิรูปการศึกษานั้น ประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมและควรต้องมีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการให้ความสำคัญตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางในการคิดเรื่องต่างๆ แล้ว ประชาชนยังเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าและสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย แจ้งปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ Blogเนื่องด้วยผู้จัดทำต้องการเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัย ในเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จึงขอเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ Blog ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน ทั้งนี้บทความคุยกันทุกเรื่อง ทั้งการเมือง สื่อ และสังคม ตลอดจนคุยกันเรื่องบันเทิงยังคงสามารถติดตามได้ต่อไป ตาม URL Link ของ Blog ที่แจ้งไว้ในรายการ Blog หน้าหลักนี้ และที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ การนำเพลงเพราะๆ มาฝากกันไว้ในแต่ละ Blog ด้วยครับ |
|||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||
|
|